เปลี่ยนงานบ่อย Marshmallow Test

เหตุผลที่ไม่ควรเปลี่ยนงานบ่อย ผ่านมุมมอง Marshmallow Test

 

ในยุคปัจจุบันที่แรงงานมีความคล่องตัวสูงและตลาดงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนงานเพื่อเงินเดือนหรือสภาพแวดล้อมที่ดีกว่าเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย อย่างไรก็ตาม แนวคิดเชิงจิตวิทยาและงานวิจัยด้านการจัดการชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนงานบ่อยอาจไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทนสูงสุดในระยะยาว

หนึ่งในแนวคิดที่เป็นที่รู้จักคือ Marshmallow Test ของ Walter Mischel (1960–70s) ซึ่งศึกษาการควบคุมตนเองของเด็ก โดยพบว่าเด็กที่สามารถรอเพื่อผลตอบแทนที่มากกว่าในอนาคต มีแนวโน้มพัฒนาการเรียนรู้และความสำเร็จในชีวิตมากกว่า การเปรียบเทียบแนวคิดนี้กับชีวิตการทำงานสะท้อนให้เห็นว่า ความอดทนและการลงทุนเวลาในตำแหน่งงานเดียวสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะยาว

 

โดย Marshmallow Test เป็นงานวิจัยทางจิตวิทยาที่มีชื่อเสียง โดย Walter Mischel และทีมของเขา ดำเนินการตั้งแต่ช่วงปี 1960–1970s ที่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University)

 

เนื้อหาของการทดลอง

  1. กลุ่มตัวอย่าง: เด็กอายุประมาณ 4–6 ขวบ

  2. วิธีการทดลอง:

    • เด็กแต่ละคนถูกนั่งอยู่คนเดียวกับขนมชิ้นเล็ก (เช่น มาร์ชแมลโล่)

    • นักวิจัยบอกว่า ถ้าเด็กอดทนรอ 15 นาทีโดยไม่กิน จะได้ขนมเพิ่มอีกชิ้น

    • ถ้าเด็กกินทันที → ได้แค่ชิ้นเดียว

  3. สิ่งที่วัด: ความสามารถของเด็กในการ ควบคุมตนเอง (self-control) และ รอผลตอบแทนที่มากกว่าในอนาคต (delayed gratification)


 

ผลลัพธ์และความหมาย

  • เด็กที่สามารถ รอได้ มักมีแนวโน้มในอนาคต:

    • ประสบความสำเร็จทางการเรียนมากกว่า

    • มีความสามารถควบคุมอารมณ์และตัดสินใจดีขึ้น

    • มีทักษะทางสังคมและการเงินที่มั่นคง

  • เด็กที่ กินทันที มักแสดงพฤติกรรมตามอารมณ์และอดทนต่อความยากลำบากน้อยกว่า


Marshmallow Test ถูกนำมาใช้เป็น อุปมาเรื่องชีวิตการทำงานและการเงิน เช่น:

  • การรอเพื่อผลตอบแทนระยะยาว มักได้ผลรวมมากกว่าการเลือกสิ่งที่ง่ายและเร็ว

  • ในชีวิตการทำงาน การอดทนอยู่กับงานสักระยะเพื่อพัฒนาทักษะและสร้างผลงาน มีแนวโน้มให้ ความสำเร็จและผลตอบแทนที่ยั่งยืน มากกว่าการเปลี่ยนงานบ่อยเพื่อเงินเดือนหรือผลประโยชน์ทันที

 

ทำไมการเปลี่ยนงานบ่อย ทำให้มีความเสี่ยงต่อผลตอบแทนระยะยาว

  1. การขาดการสะสมประสบการณ์เชิงลึก

    การเปลี่ยนงานบ่อยทำให้พนักงานไม่ได้โอกาสรับผิดชอบโปรเจกต์ซับซ้อนหรือเรียนรู้ทักษะเฉพาะทางที่มีคุณค่าในสายอาชีพ งานวิจัยด้าน HR ชี้ว่าการสะสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในตำแหน่งเดียวมีความสัมพันธ์กับ ความสามารถในการสร้างนวัตกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

  2. ภาพลักษณ์ในสายอาชีพและความน่าเชื่อถือ

    นายจ้างมักประเมินความมุ่งมั่นและความสามารถในการทำงานระยะยาวของพนักงาน การเปลี่ยนงานบ่อยอาจทำให้พนักงานถูกมองว่า ขาดความอดทนและความมั่นคง ซึ่งส่งผลต่อโอกาสเลื่อนตำแหน่งและการได้รับโปรเจกต์สำคัญ

  3. โอกาสเติบโตและผลตอบแทนสะสมลดลง

    ผลตอบแทนจากการทำงาน เช่น โบนัส, การเลื่อนตำแหน่ง หรือการได้รับตำแหน่งบริหาร มักขึ้นอยู่กับ เวลาและความเชื่อมั่นขององค์กร การเปลี่ยนงานเร็วเกินไปอาจทำให้พลาดโอกาสเหล่านี้

 

ความอดทนรอ และ การลงทุนเวลาถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในยุคปัจจุบัน

แม้ตลาดแรงงานมีความคล่องตัวสูงและทักษะที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเร็ว การ ลงทุนเวลาและความพยายามในงานเดียว ยังคงให้ผลตอบแทนสูงในด้าน:

  • การพัฒนาทักษะเชิงลึก (Deep Skills) ที่องค์กรและตลาดงานให้คุณค่า

  • โอกาสรับผิดชอบโปรเจกต์สำคัญ (High-Impact Projects)

  • สร้างเครือข่ายและความน่าเชื่อถือ (Professional Reputation)

ทั้งนี้การเปลี่ยนงานบ่อย มักถูกรายงานความรู้สึกว่า เวลาที่ลงทุนไปยังไม่ได้ผลตอบแทนที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน เงินเดือน หรือการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องปกติและสามารถอธิบายได้จากหลายปัจจัยทางด้านพฤติกรรมองค์กรและการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนงานในระยะเวลาอันสั้น อาทิ

  1. ขาดเป้าหมายที่ชัดเจน

    การทำงานโดยขาดเป้าหมายที่ชัดเจนทำให้ยากต่อการประเมินความสำเร็จ งานวิจัยด้านการจัดการชี้ว่าการตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมและสามารถวัดผลได้ (SMART Goals) เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความก้าวหน้าและความรู้สึกว่ามีคุณค่าในงานที่ทำ 
  2. การทำงานไม่สะท้อนผลงาน

    การทำงานหนักแต่ไม่ได้สื่อสารผลลัพธ์หรือผลงานกับหัวหน้าหรือทีมงาน ส่งผลให้ความสามารถและความสำเร็จของพนักงานถูกมองข้าม การสะท้อนผลงานอย่างเป็นระบบถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มมูลค่าและการยอมรับในองค์กร 
  3. ระบบตอบแทนขององค์กรไม่ชัดเจน

    องค์กรที่ไม่มีนโยบายเลื่อนตำแหน่ง โบนัส หรือระบบประเมินผลที่โปร่งใส อาจทำให้พนักงานรู้สึกว่าผลงานและความพยายามไม่ถูกตอบแทน การมีระบบ HR ที่ชัดเจนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างแรงจูงใจและความผูกพันต่อองค์กร 
  4. มีการคาดหวังสูงเกินไปในการเติบโต

    การคาดหวังว่าการทำงานเพียงปีเดียวจะนำไปสู่การเลื่อนตำแหน่งหรือเงินเดือนที่สูงขึ้น อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในหลายสายงานและตำแหน่ง การสร้างความเข้าใจเรื่องระยะเวลาและความคาดหวังเป็นสิ่งสำคัญ 
  5. ทักษะหรือประสบการณ์ไม่ตรงกับความต้องการขององค์กร

    บางครั้งงานที่ทำไม่ได้สะท้อนทักษะหรือคุณค่าที่องค์กรให้ความสำคัญ ส่งผลให้พนักงานรู้สึกว่าผลตอบแทนไม่เหมาะสม การวิเคราะห์ความต้องการขององค์กรและการพัฒนาทักษะให้สอดคล้องเป็นสิ่งจำเป็น 

 

แนวทางแก้ไขและการปรับตัว

  1. ทบทวนผลงานและทักษะที่ทำได้จริง

    การประเมินตนเองเกี่ยวกับทักษะ โปรเจกต์ และเครือข่ายที่สร้างขึ้นในปีที่ผ่านมา จะช่วยให้เห็นความก้าวหน้าที่ชัดเจนและจุดที่ควรพัฒนา

  2. สื่อสารผลงานกับหัวหน้าอย่างเป็นระบบ

    การรายงานความคืบหน้าและผลงานเป็นระยะ ๆ ช่วยให้ผลงานถูกมองเห็นและสร้างความเชื่อมั่นต่อความสามารถของพนักงาน

  3. ตั้งเป้าหมายสำหรับปีต่อไปให้ชัดเจน

    การวางแผนพัฒนาทักษะ ขยายความรับผิดชอบ หรือรับโปรเจกต์สำคัญ จะช่วยสร้างโอกาสในการเติบโตและผลตอบแทนที่ชัดเจน

  4. ประเมินความเหมาะสมของตนเองกับองค์กร

    หากหลังการปรับตัวและวางแผนแล้วปีต่อไปยังไม่เห็นความก้าวหน้า ควรพิจารณาทางเลือกอื่นเพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่เหมาะสมต่อการพัฒนาอาชีพ

แม้การเปลี่ยนงานอาจตอบสนองความต้องการระยะสั้น เช่น เงินเดือนหรือสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น แต่การอดทนอยู่กับงานสักระยะเพื่อสะสมประสบการณ์ เชี่ยวชาญทักษะเฉพาะด้าน และสร้างความน่าเชื่อถือในสายอาชีพ มักให้ ผลตอบแทนรวมสูงกว่า ทั้งด้านทักษะ ผลงาน และโอกาสเติบโตจากที่เดิมและโอกาสจากภายนอก เมื่อถึงเวลา

 


อ้างอิง

Bowman, J., Mogensen, L., Marsland, E., & Lannin, N. (2015). The development, content validity and inter‐rater reliability of the SMART‐Goal Evaluation Method: A standardised method for evaluating clinical goals. Australian occupational therapy journal62(6), 420-427.

Dweck, C. S. (2013). Self-theories: Their role in motivation, personality, and development. Psychology press.

Gagné, M., & Deci, E. L. (2005). Self‐determination theory and work motivation. Journal of Organizational behavior26(4), 331-362.

Ryan, R. M., & Deci, E. L. (2000). Self-determination theory and the facilitation of intrinsic motivation, social development, and well-being. American psychologist55(1), 68.

Mischel, W. (2014). The marshmallow test: Understanding self-control and how to master it. Random House.

 


Dr. PIYA VITTAYAVAROTKIT (ดร. ปิยะ วิทยาวโรจน์กิจ)
Head of Consulting
CONSYNC Group

บทความที่เกี่ยวข้อง

สามารถกด Like เพื่อติดตามบทความดีๆ ก่อนใคร และเป็นกำลังใจให้กับทีมงานค่ะ


This will close in 23 seconds